20 สิงหาคม 2567

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการร่วมงานสัมมนาไอโอทีในโรงพยาบาลระดับภูมิภาค

บทเรียนที่ผมได้จากงานสัมมนาไอโอทีในโรงพยาบาลระดับภูมิภาค แม้งานจะมีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าที่หวังและเน้นการขายมากไปสักหน่อย แต่ช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกับนักศึกษาและทีม กลับเป็นสิ่งที่เตือนใจว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ขอบคุณสำหรับบทเรียนครั้งนี้ และจากนี้ไปเราจะเลือกสถานที่ที่เราจะไปเข้าร่วมอย่างมีหลักการมากขึ้น

ปิโยรส ปิยจันทร์

ซีอีโอของมิวแทรค

สรุปสั้นๆ: ผมมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาไอโอทีในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคที่กรุงเทพเพื่อแสดงเทคโนโลยีระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ของมิวแทรค แม้งานจะมีความท้าทายหลายด้าน เช่น การมีส่วนร่วมจากผู้เข้าชมน้อยกว่าที่คาดไว้ และบรรยากาศที่เน้นการขายมากกว่าการพูดคุยอย่างมีความหมาย แต่ก็มีช่วงเวลาที่มีคุณค่าโดยเฉพาะกับนักศึกษาและทีมของเรา ประสบการณ์เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำพันธกิจของมิวแทรค—การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกผ่านเทคโนโลยีและการให้คำปรึกษาแก่น้องๆรุ่นหลัง

จากนี้ไปผมจะเลือกเข้าร่วมงานที่สอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายของเรามากขึ้น มุ่งเน้นโอกาสในการเรียนรู้และสร้างความเชื่อมโยงอย่างแท้จริง แม้จะเจออุปสรรคบ้างแต่ผมยังรู้สึกตื่นเต้นกับอนาคต และมุ่งมั่นที่จะผลักดันขีดจำกัดเดิมพร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป

ทำไมผมถึงตอบรับคำเชิญงานนี้? ก็มีเหตุผลอยู่ไม่กี่ข้อ:

1

งานนี้เข้าร่วมฟรีซึ่งก็ดีเสมออยู่แล้ว

2

ผมมองว่าเป็นโอกาสดีที่จะพูดถึงมิวแทรคและพรีเซนต์ผลงานของเราต่อกลุ่มเป้าหมายที่ใช่

3

มีคนบอกว่าจะมีผู้บริหารระดับสูงจากโรงพยาบาลมาร่วมงานถึง 150 คน และผมเองก็ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากร ฟังดูเป็นโอกาสที่น่าจะพลาดไม่ได้เลย

แต่ตอนนี้…ลองมามองย้อนหลังแบบตรงไปตรงมาดีกว่าว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง

อีเว้นท์ฟรี

จริงอยู่ที่การร่วมออกบูธในงานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีต้นทุนอื่นๆตามมา—ทั้งในแง่ของเงินและพลังงานส่วนตัว เราต้องลงทุนเรื่องบูธ ของตกแต่ง ชุดยูนิฟอร์ม อาหารกลางวันให้ทีม (ซึ่งผมยินดีจ่าย) รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือผมได้ลงแรงและเวลาอย่างมากเพื่อให้งานนี้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างที่รู้กันอยู่ว่า “ของฟรี” ไม่มีอยู่จริง ทุกครั้งที่เราบอกว่าสิ่งนี้ฟรีมันก็มักจะมีต้นทุนในรูปแบบอื่นตามมา ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือโอกาสที่เราสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้

การทดลองล่าสุดของเรา – เทคโนโลยีระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว

เป้าหมายนี้ล้มเหลวอย่างชัดเจน กลุ่มเป้าหมายในไทยดูเหมือนจะไม่เข้าใจหรือให้ความสำคัญกับ “ความเป็นส่วนตัว” เท่าไหร่ ผมแปลกใจไหม? ก็ไม่ขนาดนั้น เพราะเรื่องความเป็นส่วนตัวในระบบติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ยังถือว่าเป็นแนวคิดใหม่ในประเทศนี้ ผมเองก็มีนิสัยชอบทำอะไรล่วงหน้าไปก่อนเสมอ แม้หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพ ผมก็ยังอยากพาทีมมองไปข้างหน้า แม้สิ่งที่ทำจะไกลเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในตอนนี้ก็ตาม

คำถามที่ได้รับบ่อยที่สุดเกี่ยวกับฟีเจอร์บางอย่างของเรา เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (ระหว่างส่งและตอนเก็บไว้ในฐานข้อมูล) และการปกป้องตัวตนแบบไดนามิก มักจะวนอยู่ที่ว่า “สิ่งเหล่านี้จำเป็นจริงหรือเปล่า?” ซึ่งสำหรับผมมันสะท้อนอย่างชัดเจนว่าเรายังมีงานอีกมากที่ต้องทำในการให้ความรู้กับตลาดเรื่องความสำคัญของความเป็นส่วนตัวในการติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์

ส่วนหนึ่งจากยูไอของระบบติดตามสินทรัพย์ของเรา - สัญญาณบีแอลอีแบบเรียลไทม์, ค่าความแรงสัญญาณ (RSSI) ที่อัพเดทตลอดเวลา และระบบตรวจจับการเข้าออกโซนพื้นที่แบบไลฟ์⚡️

คำตอบของผม? “มันไม่จำเป็น—จนกว่าจะจำเป็น” ฟังดูหยิ่งไหม? อาจจะนะครับ แต่ผมคิดว่านั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดที่ผมจะให้ได้โดยไม่ขัดกับหลักการของตัวเอง คำถามนั้นแฝงนัยว่าความเป็นส่วนตัวมักถูกมองข้ามเมื่อพูดถึงการติดตามตำแหน่ง ซึ่งก็จริง… คนส่วนใหญ่มักจะไม่คิดถึงมันเลย—จนกว่าจะสายเกินไป

ในสถานการณ์ปกติ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยดูเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรามักตั้งคำถามถึงคุณค่าของมัน จนกว่าจะเกิดเหตุละเมิดข้อมูลขึ้นจริง ผู้คนมักหาวิธีลดต้นทุนและยกเรื่องราคาขึ้นมาเป็นประเด็นระหว่างการเจรจา แต่ทุกอย่างนั้นไม่สำคัญหรอก—จนกว่าจะสายเกินไป เรื่องความเป็นส่วนตัวในระบบติดตามตำแหน่งก็เช่นกัน ลองนึกภาพว่าระบบของคุณถูกโจมตีและข้อมูลส่วนบุคคลเพียงเล็กน้อยรั่วไหลออกไป คุณจะรู้สึกอย่างไร? คุณอาจย้อนกลับมาถามตัวเองว่า “ถ้าเกิดว่า…?” แสดงว่ามันสายเกินไปแล้ว เราไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น มิวแทรคพยายามช่วยป้องกันเรื่องนี้อยู่

ไม่มีใครอยากถูกติดตาม นั่นจึงเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้จัดซื้อที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบหรือเลือกซื้อระบบ เพราะถ้าพูดถึงเรื่องนี้การเตรียมการป้องกันที่ดูเหมือนจะมากเกินไปนั้นดีกว่าความพยายามที่จะป้องกันน้อยเกินไป

ความเป็นส่วนตัวถือเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของมิวแทรคมาตั้งแต่วันแรกร่วมกับความยืดหยุ่นของระบบและความคุ้มค่าด้านต้นทุน เพียงแต่ไม่นานมานี้เองที่เรามีโอกาสได้ลงมือพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ที่มิวแทรคเราเชื่ออย่างชัดเจนว่าเรื่องความเป็นส่วนตัวไม่มีพื้นที่ตรงกลาง คุณต้องเลือกว่าจะปกป้องมันอย่างเต็มที่หรือไม่ปกป้องเลย การทำอะไรครึ่งๆกลางๆจะใช้ไม่ได้ผล เราจึงต้องสื่อสารเรื่องนี้ให้ชุมชนของเราตระหนักรู้ต่อไป

และไม่ใช่แค่เราเท่านั้น—ความเป็นส่วนตัวในระบบติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์กำลังกลายเป็นประเด็นระดับโลก ด้วยความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้คนและภาคธุรกิจเริ่มตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องการปกป้องข้อมูล ผมเชื่อว่าความตื่นตัวที่กำลังเพิ่มขึ้นนี้จะกลายเป็นข้อได้เปรียบในระยะยาวของเรา ยิ่งผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลตำแหน่งของตนเองมากเท่าไร แนวทางที่เรายึดมั่นเรื่องความเป็นส่วนตัวที่มิวแทรคก็จะยิ่งชัดเจนและโดดเด่นมากขึ้นเท่านั้น

โดยรวมแล้วผู้เข้าชมส่วนใหญ่สอบถามเกี่ยวกับยูไอของเรา และดูเหมือนจะชื่นชอบดีไซน์ที่สะอาด ทันสมัย หลายคนสนใจฟีเจอร์โหมดพรางตัว (Stealth Mode) ที่ช่วยซ่อนตำแหน่งของบุคคลหรือวัตถุในระบบไว้ไม่ให้มองเห็น บางคนสงสัยว่าเราติดตามอุปกรณ์ไอทีอย่างแล็ปท็อปหรือแท็บเล็ตได้อย่างไร ซึ่งคำตอบก็คือเราทำได้ผ่าน "มิวแทรค เอเจนต์" สำหรับวินโดวส์และแอนดรอยด์ ผมมีเดโม่ให้ดูเพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้นแต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครรู้สึกว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งก็เข้าใจได้นะ เราเองต้องเตรียมการและพัฒนาให้ดีขึ้นในการอธิบายว่า "มิวแทรค เอเจนต์" นั้นเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์อย่างไร

ผมถือว่าเป้าหมายในการเปิดตัวแนวคิดการติดตามแบบเรียลไทม์ที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว (Private Real-Time Tracking) สู่สาธารณะอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้—ล้มเหลว อาจฟังดูรุนแรงไปหน่อยก็ได้ แต่ในใจผมคาดหวังว่าจะมีผู้เยี่ยมชมอย่างน้อยสิบคนที่พร้อมสมัครร่วมทดสอบเบต้า สุดท้ายมีคนน้อยกว่านั้น มีแค่ 3 คนที่แสดงความสนใจจริงจัง: สองคนเป็นผู้ขายระบบที่วางแผนจะนำเสนอระบบนี้ให้ลูกค้าของพวกเขา อีกคนคือหัวหน้าแผนกไอทีจากมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในภาคเหนือ เขาเล่าว่าได้พยายามพัฒนาระบบของตัวเองมากว่าหนึ่งปีแต่ยอมรับว่ายังไม่เรียบร้อยและไม่น่าไว้ใจเท่าไร เมื่อผมโชว์ราคาของเราให้ดู เขาถึงกับตกใจและพูดว่า “ราคาดีมากเลยครับ” อย่างน้อยที่สุด เราก็ได้รับฟีดแบ็กที่มีค่ากลับมาในเรื่องการตั้งราคาของเรา และผมถือว่านั่นคือความสำเร็จเล็กๆ

อีกความสำเร็จเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าคนเดิมถามว่ามิวแทรคใช้งานร่วมกับแท็กบีแอลอีจากแบรนด์อื่นได้ไหม ผมตอบว่า “ได้ครับ ถ้าเป็นเอ็ดดี้สโตน" (Eddystone) แล้วเขายิ้มกว้างมาก ช่วงเวลานั้นทำให้ผมมั่นใจว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง—ที่เราสร้างมิวแทรคให้เป็นระบบเปิดซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับองค์ประกอบอื่นๆในระบบนิเวศน์ได้จริง และก็เป็นโมเมนต์เล็กๆแบบนี้แหละที่คอยเตือนผมอยู่เสมอว่า…เรากำลังทำในสิ่งที่ใช่

กลุ่มผู้บริหารระดับสูง

ตอนแรกผมได้รับข้อมูลว่าจะมีผู้บริหารระดับสูงจากโรงพยาบาลชั้นนำในไทยมาร่วมงานประมาณ 150 คน เลยตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง มองย้อนกลับไปตอนนี้ผมรู้ว่านั่นคือความผิดพลาด—เป็นหนึ่งในเรื่องน่าผิดหวัง ไม่ได้โทษใครเลย โดยเฉพาะทีมของผม ถ้าจะโทษอะไร ก็คงเป็นความคาดหวังที่เกินจริงของผมเอง

ลองคำนวณดูเร็วๆ ประเทศไทยมีโรงพยาบาลประมาณ 1,400 แห่ง ถ้าเรานับเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ที่มีเตียงมากกว่า 500 เตียงและเข้าถึงงบประมาณได้ดี อาจเหลืออยู่ประมาณ 60 แห่ง สมมุติว่าแต่ละแห่งมีผู้บริหารระดับสูงประมาณ 8 คน เช่น ซีอีโอ, ซีโอโอ และผู้อำนวยการรวมๆ กัน—ก็จะมีอยู่ราวๆ 500 คนทั่วประเทศ แล้วจะมีโอกาสแค่ไหนที่ 30% ของคนกลุ่มนี้จะมารวมตัวกันในห้องเดียวกัน? ตอนนั้นผมอาจจะเพ้อฝันมากไปหน่อย… มาคิดตอนนี้ก็ยอมรับว่าใช่ ผมคิดผิดไปมาก

ตอนที่อยู่บนเวที ผมเองก็แยกไม่ออกว่าในกลุ่มผู้ฟังมีผู้บริหารระดับสูงอยู่กี่คน คาดว่าไม่เกิน 20 คน หลังจากจบเซสชั่นมี 3 คนมาเยี่ยมบูธเรา เท่ากับผมสร้างความสนใจได้ 15% ซึ่งถ้าเทียบกับมาตรฐานด้านการตลาดก็ไม่แย่นะ และในนั้นมี 1 คนที่แสดงความสนใจอยากคุยเรื่องความร่วมมือเพิ่มเติม เท่ากับ 33% ของคนที่ “มีแนวโน้มสนใจ” เปลี่ยนมาเป็น “กำลังอยู่ในขั้นเจรจา” ฟังดูแล้วก็ไม่แย่นัก

ความผิดพลาดของผมคือการคาดหวังว่าจะมีผู้ที่เข้าข่ายเป็นลูกค้าของเราได้จำนวนมากตั้งแต่แรก ผมจินตนาการไว้ว่าจะมีผู้บริหาร 100 คนฟังผมพูด แล้วจะมี 15 คนมาเยี่ยมบูธ และ 5 คนอยากคุยต่อเรื่องความร่วมมือ ความจริงแล้วผมคาดผิดไปถึง 5 เท่าเลย

จากประสบการณ์นี้ผมตระหนักได้ว่าความคาดหวังของผมถูกตั้งไว้สูงเกินไป ในอนาคตผมจะโฟกัสที่การสื่อสารเชิงลึกกับผู้ชมกลุ่มเล็กๆแทนที่จะพยายามเข้าถึงคนจำนวนมาก เพราะผู้ที่มีความสนใจในสินค้าอย่างจริงจังมักจะมีค่ามากกว่าใครบางคนที่เดินผ่านเข้ามาในบูธจำนวนมากอยู่แล้ว และงานนี้ก็ย้ำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น บทสนทนาที่ผมได้มี แม้จะน้อยแต่ก็มีคุณค่า ความสนใจในการร่วมมือกันก็แสดงให้เห็นว่าเรากำลังช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญจริงๆสำหรับพวกเขา แม้ว่าตัวเลขจะไม่สูงเท่าที่ผมหวังก็ตาม

เซสชั่นในห้องสัมมนา

ผมคาดหวังกับเซสชั่นนี้ไว้สูงมาก หวังว่าจะเป็นเวทีที่ผู้นำในอุตสาหกรรมจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ จุดประกายไอเดียใหม่ๆ และเจาะลึกถึงความซับซ้อนของไอโอทีในแวดวงสาธารณสุข แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเซสชั่นนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นั้น แทนที่จะสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และการพูดคุย กลับกลายเป็นว่าช่วงเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการขายสินค้าและโปรโมตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมากกว่าการดึงผู้ฟังให้มีส่วนร่วมในบทสนทนาที่มีความหมายหรือการแบ่งปันมุมมองที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ระหว่างที่ผมนั่งฟังพรีเซนเทชั่นต่างๆก็ยิ่งชัดเจนว่าเซสชั่นนี้ขาดความลึก เนื้อหาถูกเทไปที่การโชว์ผลิตภัณฑ์และพูดจูงใจทางการตลาดมากเกินไปจนกลบคุณค่าด้านความรู้ไปหมด แน่นอนว่าทุกบริษัทก็อยากโชว์ของใหม่ของตัวเอง แต่ผมรู้สึกว่ามันอาจจะเอียงเกินไปหน่อยจนไม่มีพื้นที่ให้ถกถึงประเด็นกว้างๆ เช่น บทบาทของไอโอทีในระบบสุขภาพ หรือความท้าทายและโอกาสที่รออยู่ข้างหน้า

วิธีการแบบนี้ทำให้ผมตั้งคำถามว่า ผู้ฟังในห้อง—ซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารระดับสูงจากโรงพยาบาล—จะได้อะไรที่มีคุณค่าจริงๆกลับไปหรือเปล่า นี่เป็นเพียงมุมมองของผม คนอื่นอาจรู้สึกว่ามันตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการก็ได้ แต่ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าการสัมมนานี้พลาดโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจและให้ข้อมูลกับผู้มีอำนาจตัดสินใจเหล่านี้ว่าไอโอทีสามารถนำมาใช้พัฒนางานบริการผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และผลักดันการเติบโตในอนาคตได้อย่างไร

พอมองย้อนกลับไปผมรู้สึกว่างานนี้อาจถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายทางการค้าเป็นหลัก และนั่นก็ทำให้คุณค่าที่แท้จริงต่อผู้ฟังหายไป—หรืออย่างน้อยก็ในมุมมองของผมเอง มันเป็นบทเรียนสำคัญว่าเราต้องหาจุดสมดุลให้ดีระหว่างการนำเสนอผลิตภัณฑ์กับการสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเรียนรู้และพัฒนาไอเดียใหม่ๆ ถ้าผมมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบเซสชั่นนี้ ผมคงเสนอให้เพิ่มองค์ประกอบแบบมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น สร้างเวทีพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันมากกว่าการพูดฝ่ายเดียวเพื่อขายของ

ตัวผมเองในฐานะผู้พูด

เมื่อก่อนผมทำสิ่งนี้อยู่บ่อยครั้ง ทั้งในงานอีเวนต์จริงและออนไลน์ แต่หลังจากลงจากเวทีในครั้งนี้ผมก็เริ่มรู้สึกว่าความรู้สึกที่เคยมี…มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ใช่ว่าผมไม่สนุกกับการพูดถึงงานของตัวเองหรือการแชร์มุมมองจากเบื้องหลัง—ผมยังรักสิ่งนั้นอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเหนื่อยคือการต้องอยู่ภายใต้กรอบของหัวข้อที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและเวลาที่ถูกบีบอย่างเข้มงวดโดยผู้จัด

ไอโอทีในโรงพยาบาล

ซ้อมบนเวทีก่อนถึงวันจริง แสงไฟ ความเงียบ เก้าอี้ที่ยังว่างเปล่า—ทุกอย่างกำลังบอกผมว่า…ต้องเต็มที่กับสิ่งนี้ให้สุด 📣

ไม่ใช่ว่าผมไม่กระตือรือล้นที่จะเตรียมตัว ตรงกันข้ามเลย ผมพยายามเต็มที่เพื่อทำให้ดีที่สุด ด้วยความรู้ทั้งหมดที่ผมมี ผมตั้งใจให้เนื้อหาของผมให้ทั้งข้อมูล สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดมุมมองใหม่ ผมนำพรีเซนเทชั่นมาตรฐานของผมที่พูดถึงไอโอทีสำหรับโรงพยาบาลและแนวคิดการพัฒนาขึ้น 10 เท่าด้วย "แอปพลิเคชั่นระบุตำแหน่งด้วยความละเอียดสูง" (Hyper Location Aware Applications) มาปรับให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจของผู้จัดงาน เป็นเหมือนการแสดงความเคารพและขอบคุณสำหรับโอกาสที่พวกเขามอบให้ผมไปในตัว

ผมเขียนสคริปต์แบบคำต่อคำ ท่องจำ และซ้อมซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ถึงจะพยายามขนาดนี้ผมกลับรู้สึกว่า…เมื่อก่อนผมน่าจะพูดได้ดีกว่านี้ ผมเคยพูดได้ดีกว่านี้จริงๆ ครั้งนี้ผมรู้สึกว่าทำได้ไม่ถึงเป้า ไม่แน่ใจว่าคนฟังคิดอย่างไร แต่สำหรับตัวผมเอง—ผมไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

ระหว่างที่พูดอยู่บนเวที 10 นาที ผมรู้สึกถึงแรงกดดันจากเวลา มีอีกหลายอย่างที่ผมอยากพูดแต่ก็ต้องยึดตามสคริปต์และระวังไม่ให้เกินเวลา ความรู้สึกนั้นทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมช่วงหลังผมถึงเริ่มถอยออกมาจากเวทีประเภทนี้ เพราะการต้องอยู่ในกรอบที่เข้มงวดแบบนี้มันเหมือนต้องแลก “ความลึก” กับ “ความสั้น” ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ผมอยากใช้เล่าเรื่องหรือแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้ฟัง

"ช่วยตรงเวลาหน่อยนะครับ" ทีมงานข้างเวทีบอกกับผม

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะจบเป๊ะตามเวลาแน่นอน” ผมตอบอย่างมั่นใจเพราะซ้อมเรื่องเวลามาแล้วนับไม่ถ้วน

“ถ้าเป็นไปได้ อยากให้จบก่อนเวลานิดหน่อย เพราะเซสชั่นดีเลย์ไปแล้วเยอะเหมือนกันครับ” ทีมงานข้างเวทีกลับมาขอให้ผมพูดสั้นลงอีก

ผมไม่ได้ตอบอะไรตอนเดินขึ้นเวที แค่เตือนตัวเองให้รักษาจังหวะการพูดของตัวเองไว้ให้ดี แล้วจู่ๆ ผมก็ต้องตกใจเมื่อเห็นป้าย “หมดเวลา” โผล่มาก่อนจะพูดถึงสไลด์สุดท้ายด้วยซ้ำ “เป็นไปได้ยังไง?” ผมถามตัวเองในใจระหว่างพูด ผมถูกบังคับให้ตัดเนื้อหาทิ้งและผมก็จำใจต้องทำตามนั้น ผมไม่ได้พูดถึงสไลด์สุดท้าย ทั้งที่มันมีเคล็ดลับสำคัญมากในการเลือกใช้หรือพัฒนาระบบไอโอทีกับโรงพยาบาล ข้อความสำคัญที่สุดของผมในวันนั้น…ไม่มีใครได้ยิน มันไม่ใช่แค่เรื่องเสริมแต่มันคือคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง

ผมเข้าใจทีมงานข้างเวทีดีครับ—พวกเขาต้องควบคุมเวลาให้อยู่ในแผนแต่สุดท้ายผมเองก็กลายเป็น “ผลข้างเคียง” ของระบบที่เร่งรีบและนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้ผมรู้สึกไม่โอเคกับผลลัพธ์ของวันนั้น

ในอดีตผมอาจจะมองความท้าทายพวกนี้ว่าเป็นโอกาสในการฝึกฝนตัวเองให้สื่อสารเก่งขึ้น แต่ตอนนี้ผมเริ่มโหยหาพื้นที่ที่ให้ผมสื่อสารได้อย่างอิสระมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านการเขียน การพูดคุยแบบตรงๆ หรือวงพูดคุยเล็กๆ ที่เน้นการแลกเปลี่ยนอย่างแท้จริงมากกว่าการต้องยึดตามกรอบเวลา

ตอนเดินลงจากเวที ผมรู้สึกเหมือนการปิดจบอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ว่าผมจะไม่พูดในงานอีกเลยนะ แต่ถ้าจะทำอีกมันจะต้องเป็น “ในแบบของผมเอง”—แบบที่ผมได้มีเวลาแลกเปลี่ยนจริง ไม่ใช่รู้สึกว่าโดนเร่ง และไม่ใช่การพูดเพื่อให้เนื้อหามันพอดีกับกรอบเวลาที่ใครบางคนวางไว้ให้

บูธของเรา

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เราต้องการสร้างบูธที่ไม่เพียงแค่โชว์ผลิตภัณฑ์แต่ยังสามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้เข้าชมได้อย่างมีความหมาย เราเตรียมเทคโนโลยีหลักของเราหลายชิ้นไปด้วย โดยออกแบบมาเพื่อช่วยให้โรงพยาบาลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่

ระบบบริหารจัดการผ้าด้วยอาร์เอฟไอดี

ระบบจัดการงานภายในอาคารด้วยบีแอลอี

และไฮไลต์ของบูธ—เทคโนโลยีการติดตามแบบเรียลไทม์ที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว

จุดเด่นของบูธคือโซนเดโม่แบบไลฟ์ เรานำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมาจัดแสดงให้สัมผัสกันแบบสดๆเพื่อให้ผู้เข้าชมได้เห็นว่าโซลูชั่นของเราทำงานจริงอย่างไร เราตั้งใจสร้างประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟกับมิวแทรคโดยวางแผนเป็นทัวร์ขนาดเล็กในบูธ ใช้แอกเซส พ้อยต์ (Access Points) และโลเคเตอร์ (Locator) ของเราเพื่อสร้างโครงสร้างระบบติดตามภายในงาน

ระหว่างการสาธิต เราพาผู้สนใจเดินไปรอบๆพื้นที่นิทรรศการโดยถือบัตรพนักงานแบบบีแอลอี, แท็กสินทรัพย์แบบบีแอลอี, โน้ตบุ๊กวินโดวส์ และโทรศัพท์แอนดรอยด์ไปด้วยเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเทคโนโลยีนี้ทำงานจริงแบบเรียลไทม์ในพื้นที่จริงได้อย่างไรบ้าง

บูธมิวแทรคแบบจัดเต็ม—ทุกอุปกรณ์ติดตาม ทุกหน้าจอ ทุกสัญญาณ ล้วนเล่าเรื่องเดียวกัน: อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง…เมื่อ “ความแม่นยำ” จับมือกับ “ความเป็นส่วนตัว” 🎯

ผู้นำด้านเทคนิคของเราแชร์หัวใจของการทดลองล่าสุด—การมอง “ความเป็นส่วนตัว” ไม่ใช่ข้อจำกัดแต่เป็นหลักปรัชญาในการออกแบบ 🔥

การสาธิตครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราในการระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์พร้อมด้วยฟีเจอร์เฉพาะตัว เช่น ระบบแจ้งเตือนตามโซน (Zone-Based Alerts – “อยู่ในโซน” และ “ออกนอกโซน”) และการแจ้งเตือนตามสถานะ (Status-Based Alerts – “เปิดใช้งาน,” “ไม่ใช้งาน,” “หลุดระยะ,” และ “อาจสูญหาย”) เรายังได้จัดเดโม่เล็กๆ เพื่อแสดงการทำงานของระบบการปกป้องตัวตนแบบไดนามิก (Dynamic Identity Protection) อีกด้วย

ภายในมินิทัวร์ของผลิตภัณฑ์ ผู้เข้าชมสามารถเห็นการทำงานของระบบติดตามแบบสดๆ เมื่อบัตรพนักงานและทรัพย์สินถูกตรวจจับ การเปลี่ยนตำแหน่งจะถูกติดตาม และข้อมูลจะอัปเดตแบบทันทีบนแดชบอร์ด ผลลัพธ์คือความสำเร็จเล็กๆที่น่าพอใจเพราะเราเป็นบูธเดียวในงานที่แสดงเทคโนโลยีให้เห็นแบบสดๆ

ผู้เข้าชมหลายคนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศบอกว่าระบบดูน่าสนใจและถ่ายวิดีโอขณะเรานำเสนอ การทำเดโม่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราสื่อสารคุณค่าของมิวแทรคได้อย่างชัดเจนภายในเวลาที่มีจำกัดต่อผู้เข้าชมแต่ละคน

เมื่อมองย้อนกลับไป บูธของเราคือมากกว่าการจัดแสดงผลิตภัณฑ์—แต่มันคือโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้คนโดยตรง แสดงให้เห็นการใช้งานจริงของเทคโนโลยีในโลกแห่งความจริง และผมก็หวังว่าจะเราจะได้ทิ้งความประทับใจบางอย่างไว้ให้กับทุกคนเกี่ยวกับสิ่งที่มิวแทรคพยายามทำอยู่

ตัวผมเองในฐานะนักขาย

ผมเป็นนักขายไหม? ก็คงใช่ครับ แต่เหนือกว่านั้นผมมองตัวเองเป็น “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” เป็นคนที่พยายามผลักดันไอเดียของเราออกไปให้โลกได้เห็น นี่คือความพยายามล่าสุดของเราที่จะสร้างคลื่นลูกใหม่ในเทคโนโลยีระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์—เทคโนโลยีที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย ความยืดหยุ่นของระบบ และความคุ้มค่าด้านต้นทุน งานนี้คือครั้งแรกที่ผมได้ทดสอบแนวคิดเหล่านี้กับผู้ชมจริง และผมรู้สึกสนุกมาก

ประสบการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากการอยู่บนเวทีอย่างสิ้นเชิง มันแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการเชื่อมต่อแบบส่วนตัว การสนทนาเชิงลึก และการแลกเปลี่ยนแนวคิดที่แท้จริง ไม่มีอะไรแทนการพูดคุยแบบตัวต่อตัวได้—เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่คุณได้เชื่อมโยงกับคนตรงหน้า เข้าใจความกังวลของเขา และถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของคุณได้อย่างจริงใจและมีพลัง

ผู้คนมากมายหยุดที่บูธของเราด้วยความสงสัยว่าเรากำลังนำเสนออะไร คำถามแรกที่ทุกคนแทบจะถามเหมือนกันคือ “นี่คืออะไร?”

“เราทำระบบติดตามสำหรับโรงพยาบาลโดยใช้อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ครับ” ผมตอบ จากตรงนั้นการสนทนาก็เริ่มขึ้น ผมกับทีมมีโอกาสหลายครั้งที่จะโชว์วิธีการทำงานของระบบ—ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จริง เราจัดเดโม่แบบเรียลไทม์—เมื่อมีการตรวจจับอุปกรณ์ การเปลี่ยนตำแหน่งจะถูกส่งเข้าสู่ระบบทันที งานโลจิสติกส์จะถูกส่งต่อไปยังแอปบนมือถือแบบอัตโนมัติและข้อมูลทั้งหมดจะอัปเดตแบบทันทีบนแดชบอร์ด

ผู้เข้าชมได้สัมผัสเทคโนโลยีของเราด้วยตัวเอง เชื่อมโยงมันเข้ากับงานในแต่ละวันของพวกเขา และจินตนาการได้ว่าเราสามารถช่วยแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างไร เราพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แลกเปลี่ยนความคิด และปล่อยให้จินตนาการของเราวิ่งไปไกลโดยไม่มีกรอบของเวลา บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยพลัง—เป็นสิ่งที่ผมหวังไว้ตั้งแต่แรก และมันทำให้ผมรู้สึก “มีชีวิต” ขึ้นมาอีกครั้ง และทีมของผมก็รู้สึกแบบเดียวกัน

ที่น่าสนใจคือมีผู้เข้าชมหลายคนสอบถามว่าแพลตฟอร์มของเราสามารถต่อยอดไปใช้จัดการคิวในแผนกตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมาคือความสามารถในการจัดการจุดให้บริการแบบเรียลไทม์และพาผู้ป่วยไปยังคิวที่สั้นที่สุดเพื่อลดระยะเวลารอคอย

ผมเคยศึกษาเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนและสรุปว่า “ทำได้ แต่ไม่ค่อยเวิร์กในทางปฏิบัติ” แม้ทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยีติดตามแบบเรียลไทม์อย่างบลูทูธพลังงานต่ำหรือบีแอลอี (Bluetooth Low Energy - BLE) ที่พัฒนาขึ้นมาก และอัลตร้าไวด์แบนด์หรือยูดับเบิ้ลยูบี (Ultra-Wideband - UWB) แล้วก็ตาม แต่การสร้างโซลูชั่นในลักษณะนี้ก็ยังมีอุปสรรคหลายด้าน—ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีแต่เป็นเรื่องความเป็นจริงเชิงปฏิบัติและต้นทุน

อย่างบีแอลอีก็ยังไม่แม่นยำมากพอ แยกไม่ออกว่าผู้ป่วยยืนอยู่หน้าช่องหนึ่งหรือช่องสอง ถ้าระยะห่างแค่ไม่กี่เมตร

ส่วนยูดับเบิ้ลยูบีแม่นยำมากก็จริงแต่แพงมากและโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ก็ไม่รองรับ

อีกด้านหนึ่งก็คือพฤติกรรมของผู้ใช้งาน—การจะขอให้ผู้ป่วยทุกคนดาวน์โหลดแอปแล้วเปิดใช้งานบลูทูธอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเรื่องยาก ผมแชร์แนวคิดให้ผู้เข้าชมฟังว่า ถ้ามีแค่ 20% ของผู้ป่วยที่ทำตามได้ นั่นแปลว่าโรงพยาบาลจะต้องลงทุนในระบบที่ 80% ของคนใช้งานไม่ได้ ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

อีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจระหว่างการสนทนาคือคำถามว่าอุปกรณ์ของมิวแทรคโดยเฉพาะสายรัดข้อมือแบบบีแอลอี สามารถช่วยป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยได้ไหมซึ่งนี่เป็นปัญหาที่โรงพยาบาลจำนวนมากให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีความเปราะบาง ไอเดียการใช้สายรัดข้อมือเพื่อป้องกันการหกล้ม จุดประกายให้เกิดบทสนทนาลึกมากว่าเทคโนโลยีของเราสามารถปรับใช้หรือเชื่อมต่อกับระบบเดิมเพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนไหว และตรวจจับการล้มแบบเรียลไทม์ได้อย่างไร

แม้ว่าเราจะไม่ได้ออกแบบสายรัดเพื่อจุดประสงค์นี้โดยตรงแต่บทสนทนานั้นเปิดมุมใหม่ๆ ให้เราได้เห็นว่าเทคโนโลยีของเรามีศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญระดับชีวิตของผู้ป่วยได้เช่นกัน

ผมกับหัวหน้าทีมเทคนิคเริ่มคุยกันทันทีถึงความเป็นไปได้ในการปรับเฟิร์มแวร์ของอุปกรณ์บีแอลอีของเราเพื่อให้สามารถตรวจจับการเปลี่ยนท่าทางได้ เช่น จากนิ่งเป็นเคลื่อนไหวหรือจากนั่งเป็นยืน ถ้าระบบตรวจจับการเปลี่ยนท่าทางได้ มิวแทรคก็สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงได้ทันทีเพื่อให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยและอาจป้องกันการหกล้มได้ บทสนทนานี้เปิดมุมมองใหม่ให้เราเห็นว่าเทคโนโลยีของเราสามารถถูกนำไปใช้กับความต้องการที่สำคัญแบบนี้ได้อย่างไร และนี่คือสิ่งที่เรากำลังพิจารณาอย่างจริงจังในการพัฒนาต่อในอนาคต

ผมชอบการสนทนาแบบนี้มาก มันลึก ซื่อตรง และน่าตื่นเต้น ผมไม่ได้พยายามขายอะไรเลย—แค่แชร์ประสบการณ์จริงและความเชื่อที่สั่งสมจากการทำงานในสายนี้มาหลายปี ผมมั่นใจว่าผู้เข้าชมทุกคนที่แวะมาที่บูธของเราได้อะไรบางอย่างกลับไป—ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือความรู้เชิงลึก และหลายคนก็ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เราทำจริงๆ

ประสบการณ์อันล้ำค่า

ตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา พวกเรามีโอกาสต้อนรับนักศึกษาฝึกงานสามคนเข้าร่วมทีม พวกเขาเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถิติประยุกต์โดยมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีในกรุงเทพ ในแต่ละวันพวกเขาใช้เวลาทำงานด้านข้อมูล เช่น การรวบรวมข้อมูล การเตรียมข้อมูล และการสร้างแบบจำลองการพยากรณ์สำหรับหนึ่งในแอปพลิเคชั่นระบุตำแหน่งความละเอียดสูงของเรา

เมื่อผมได้ยินเกี่ยวกับงานอีเวนต์ครั้งนี้ ผมมองเห็นว่าเป็นโอกาสดีมากสำหรับพวกเขาที่จะได้สัมผัสบรรยากาศจริงของโลกธุรกิจเป็นครั้งแรก พวกเขาเข้าร่วมกับเราตลอดสองวันเต็มของงาน

ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุด…ไม่ใช่ของผมแต่มันเป็นของพวกเขา—และผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน นอกเหนือจากงานประจำที่เคยทำ พวกเขาได้รับมอบหมายให้เรียนรู้ว่าเรารับมือกับงานอีเวนต์ลักษณะนี้อย่างไร บางครั้งพวกเขาก็ได้ทักทายผู้เข้าชมที่บูธ ตอบคำถามง่ายๆ สาธิตผลิตภัณฑ์ แลกเปลี่ยนนามบัตรกับผู้คนในสายงานธุรกิจ แน่นอนว่าหลายครั้งพวกเขาจัดการเองไม่ไหว แล้วต้องหันมาขอคำแนะนำจากผมหรือหัวหน้าทีมเทคนิค

แต่ประสบการณ์ที่ได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับ “คนจริงๆ” คือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้จากงานนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตัวเองในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารและการนำเสนอ

ครั้งแรกกับหน้าที่เฝ้าบูธ—สองอินเทิร์นของเรากล้าก้าวออกมา เดโม่ด้วยหัวใจและได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า “การพูดกับลูกค้า” จริงๆ แล้วเป็นยังไง 🎊

ระหว่างที่ผมเตรียมขึ้นเวที ผมชวนให้หนึ่งในพวกเขาขึ้นไปเดินบนเวที ลองยืนตรงจุดที่ไฟสาดลงมา แล้วรู้สึกว่าการยืนตรงนั้น…ให้ความรู้สึกแบบไหน 🌈

หลังจบงานผมขอให้น้องทั้งสามคนเขียนรายงานสั้นๆเกี่ยวกับประสบการณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่ได้เรียนรู้ ทุกคนขอบคุณผมสำหรับโอกาสที่ได้เจอสิ่งใหม่ๆที่ไม่มีในห้องเรียน พวกเขายอมรับว่าอยากฝึกการเล่าเรื่องและการพูดให้มากขึ้นเพื่อเสริมความมั่นใจในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายด้วยตัวเอง ทัศนคติของพวกเขาที่กล้าลอง กล้าเผชิญ ไม่ยอมแพ้ และตั้งใจพัฒนาตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้อง

ในขณะเดียวกันผมเองก็ได้เรียนรู้จากพวกเขาเช่นกันผ่านรายงานที่เขียนส่งมา คนหนึ่งเขียนไว้ว่า “…ผู้เข้าชมบางคนดูไม่ใส่ใจเลยว่าเราทุ่มเทแค่ไหนในการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ดี” ผมสงสัยว่าหมายถึงอะไรจึงขอให้เขาอธิบายเพิ่ม

“หลายคนมองข้ามไปว่าเรากำลังพยายามทำให้ผลิตภัณฑ์ใช้งานง่าย ครบถ้วน และอัตโนมัติเพื่อช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาให้ดีที่สุด” น้องคนหนึ่งอธิบายต่อว่า “ลูกค้าหวังว่าผลิตภัณฑ์จะไม่เปลี่ยนวิธีการทำงานของพวกเขามากเกินไป อยากให้มันราคาถูก และยังคงตอบโจทย์ทุกอย่างที่ต้องการอยู่ดี”

มันเป็นข้อสังเกตที่แม้แต่นักศึกษาที่ยังไม่มีประสบการณ์ก็ยังสัมผัสได้ ผมเองก็รู้สึกแบบนั้นมานานแล้ว ผมถามพวกเขาว่า “แล้วเราควรทำยังไงดี?”

น้องๆมองเห็นความยากในการทำให้มุมมองของลูกค้าและของเราเดินไปด้วยกัน พวกเขาเสนอว่าหน้าที่ของเราคือการสื่อสารเจตนาและเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีของเรากำลังพยายามแก้ปัญหาที่แท้จริงอย่างไร พวกเขาเชื่อว่าแม้ลูกค้าหลายรายยังไม่พร้อมจะใช้โซลูชั่นของเราตอนนี้แต่หากเราแสดงภาพให้ชัดและสร้างความประทับใจได้ดี วันหนึ่งเมื่อลูกค้าพร้อมพวกเขาจะนึกถึงเราเป็นตัวเลือกแรก

ในเรื่องงบประมาณ น้องๆมองว่าแม้ลูกค้าบางคนอาจรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของเราราคาสูงแต่พวกเขาอาจยังมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของฟีเจอร์ขั้นสูงที่เรานำเสนอ เช่น ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวระดับสูง น้องๆตั้งข้อสังเกตว่ามันยากที่จะเปลี่ยนมุมมองของผู้ซื้อหรือผู้บริหารที่มักจะโฟกัสแค่กับความต้องการเร่งด่วนและต้นทุน แต่น้องทุกคนก็ย้ำถึงความสำคัญของการรักษาจุดยืนและทำให้ผลิตภัณฑ์และบริษัทของเราเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างนวัตกรรม พวกเขาเชื่อว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไปในเส้นทางที่ควรจะเป็น ลูกค้าจะเริ่มเห็นคุณค่าและกลับมาพูดคุยกับเรา—เพราะเราก้าวล้ำไปแล้วในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทันคิดถึง

และนั่นแหละครับ…คือสปิริตของทีมนี้ ไม่เคยลดมาตรฐาน ไม่หยุดพัฒนาสิ่งที่ถูกต้อง และยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ ผมภูมิใจมากที่เห็นพวกเขาตอบสนองแบบนี้

พวกเขาทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมไม่ลืมที่จะขอบคุณพวกเขาเช่นกันที่อยู่เคียงข้างผมและหัวหน้าทีมเทคนิคของเราตลอดสองวันเต็มของงาน

เมื่อพวกเขากลับไปทำงานกับข้อมูลตามหน้าที่ ผมหวังว่าสิ่งที่ได้จากงานนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในสิ่งที่พวกเขากำลังทำ ผมอยากให้พวกเขาเข้าใจว่า ทำไมเราถึงพยายาม “ขยับกรอบ” ให้เกินความคาดหวังของผู้ใช้และลูกค้าทุกครั้ง ผมอยากให้พวกเขารู้สึกถึงความสำคัญของงานที่ทำ—ทั้งการพยากรณ์งานขนส่งผู้ป่วยในอนาคต การจัดการภาระงาน และการวางแผนกะทำงาน

และที่สำคัญที่สุด ผมหวังว่าพวกเขาจะภูมิใจที่ได้ส่งมอบฟีเจอร์ที่มีคุณค่าให้กับผู้ใช้ในกลุ่มโรงพยาบาลของเรา—เพราะสิ่งนี้…คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาให้แตกต่างจากใครอื่นอย่างแท้จริง

ช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจที่สุด

ครั้งนี้…เป็นโมเมนต์ของผมเอง

ความรู้สึกที่ดีที่สุดจากงานนี้ไม่ได้มาจากการปิดดีลหรือได้รับคำชมจากลูกค้าหรือพาร์ตเนอร์ แต่มาจากบทสนทนากับนักศึกษาชั้นปี 3 จากคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากภาคอีสาน

พวกเขามาร่วมงานในฐานะทัศนศึกษานอกสถานที่ กลุ่มแรกมีนักศึกษา 5–6 คนแวะมาหยุดที่บูธของเรา มองหน้าจอกับฮาร์ดแวร์ที่วางอยู่ด้วยความสนใจ แต่ยังดูเกร็งๆไม่กล้าเข้ามาใกล้ ผมเลยเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน

“เราทำโซลูชั่นติดตามสำหรับโรงพยาบาลโดยใช้อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ครับ” ผมแนะนำสั้นๆ ให้พวกเขารู้จักสิ่งที่เราทำ

“อธิบายเพิ่มอีกนิดได้ไหมครับ?” นักศึกษาคนหนึ่งถามขึ้นมา ทำให้ผมเริ่มเล่าต่อ

ผมใช้เวลาประมาณ 5 นาที พาพวกเขาไล่ดูทุกผลิตภัณฑ์ของเรา—ตั้งแต่เทคโนโลยีเบื้องหลัง แนวคิดที่เป็นแรงบันดาลใจ ปัญหาที่เราต้องการแก้ และเทคนิคทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เราพัฒนาเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคทางเทคนิคเหล่านั้น

ผมพูดคุยกับแต่ละคนโดยตรง มองตาเขา และผมเห็นแววตาแห่งความสนใจค่อยๆ สว่างขึ้น กลุ่มนั้นเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีนักศึกษาอีกหลายคนเข้ามาร่วมวง พวกเขาฟังอย่างตั้งใจ จดโน้ต และบางคนก็ถามคำถามดีๆที่ลึกและมีมุมคิด พวกเขามีส่วนร่วมกับผมและหัวหน้าทีมเทคนิคของเราจริงๆ

ผมยังจำได้แม่นว่าผมพูดประโยคนี้ออกไปว่า:

“เราไม่ใช่บริษัทซอฟต์แวร์ที่ทำตามสิ่งที่ลูกค้าขอ เราเป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดเล็กที่ทุ่มเทเพื่อแก้ปัญหาทีละเรื่องอย่างจริงจัง เราศึกษากระบวนการของลูกค้า พูดคุยกับพวกเขาให้ได้มากที่สุด และออกแบบวิธีแก้ที่ดีที่สุดเพื่อให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมจริงๆ”

นักศึกษาบางคนพยักหน้าเห็นด้วยกับพันธกิจของเรา จากนั้นมีคนหนึ่งถามว่า “พี่เปิดรับฝึกงานอยู่ไหมครับ?” ตอนนั้นเองผมรู้เลยว่าผมกับหัวหน้าทีมเทคนิคของเราทำหน้าที่ได้ดีในการส่งต่อแรงบันดาลใจ

ผมยื่นนามบัตรให้น้องคนนั้น บอกให้ส่งอีเมลมาหาผมตอนที่คุณสมบัติเขาพร้อมสมัครฝึกงาน และยังบอกเขาอย่างเต็มใจว่าอย่าลืมส่งต่อข้อมูลของผมให้เพื่อนๆด้วยนะ

หลังจากกลุ่มแรกออกจากบูธไปเพียงไม่กี่นาทีต่อมากลุ่มที่สองก็เข้ามา ผมจำได้ว่ามีบางคนหน้าคุ้นๆจากกลุ่มแรก—พวกเขากลับมาอีกครั้งเพื่อฟังเราอธิบายซ้ำ บางคนถึงกับพาเพื่อนสนิทมาคุยกับผมอีกทีหลังจากจบการนำเสนอ นั่นเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดที่ผมได้รับจากทั้งงานเลยก็ว่าได้

และสิ่งนี้คือแก่นของทีมเรา เรามีตัวตนอยู่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมผ่านเทคโนโลยี เราไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์แค่เพื่อหารายได้ แต่เราตระหนักว่าหน้าที่สำคัญของเราคือการช่วยหล่อเลี้ยง “คนรุ่นใหม่” ผู้ที่จะลุกขึ้นมาขับเคลื่อนประเทศนี้ต่อไปในอนาคต บทสนทนากับนักศึกษาเหล่านี้มอบพลังให้ผมก้าวต่อโดยไม่หยุด ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์และความเชื่อของตัวเอง—โดยเฉพาะความเชื่อมั่นว่า “มีแต่ผู้สร้างเท่านั้น ที่จะขับเคลื่อนโลกได้” ผมรู้สึกโชคดีและนอบน้อมเสมอที่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ ในภารกิจแห่งชีวิตที่ผมเลือกเอง

นี่คือช่วงเวลาที่ผมภูมิใจที่สุดในงานและเป็นความทรงจำที่จะอยู่กับผมไปอีกนาน

ยึดมั่นในจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา

เมื่อผมได้ย้อนกลับไปทบทวนประสบการณ์จากงานสัมมนาไอโอทีในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคผมได้ตระหนักว่าสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จไม่ได้มาจากแค่การโชว์เทคโนโลยีล้ำสมัยแต่มาจากการลงมือถ่ายทอด “คุณค่าหลัก” ของเราอย่างแท้จริง

หนึ่งในหลักการ 8 ข้อที่เรายึดถือทุกวัน คือ “การเข้าใจลูกค้าคือจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา” และหลักการข้อนี้เองที่นำทางเราในทุกบทสนทนา ทุกเดโม่ และทุกการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างงาน

ในโลกที่หมุนเร็วแบบทุกวันนี้ ผู้คนมักวิ่งไล่ตามสิ่งที่ “ฮิต” ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ล่าสุดหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ดังที่ เจฟ เบซอส เคยพูดไว้ “เราไม่ควรวางชีวิตไว้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” ในทางกลับกันเราเลือกที่จะมุ่งมั่นกับสิ่งที่ “ยั่งยืนกว่า” นั่นคือความสามารถในการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จของเราไม่ได้เกิดจากการเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ราคาถูกที่สุด (ไม่ใช่แน่ๆ) หรือทันสมัยที่สุดแต่มาจากความเข้าใจใน “ความต้องการ ความท้าทาย และความฝัน” ของลูกค้าแต่ละรายอย่างลึกซึ้ง ความเข้าใจนี้ทำให้เราไม่หยุดแค่ “ทำตามคำสั่ง” แต่เราสามารถชี้ทางเลือกที่ดีกว่า จุดประกายวิสัยทัศน์ในอนาคตของลูกค้า และช่วยพวกเขาแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม

หลังจากวันที่เต็มไปด้วยบทสนทนา เดโม่ และการตั้งใจฟังทุกเรื่องราว—นี่คือพวกเรานั่งอยู่บนพื้น เหนื่อยล้าแต่ใจเต็ม เพราะสิ่งที่อยู่ใจกลางของทุกอย่างที่เราทำคือ “จุดแข็งที่สุด” ของเรา—ความสามารถในการเข้าใจและเชื่อมโยงกับผู้คนที่เราเลือกจะให้บริการ 😅

ที่งานสัมมนาไอโอทีในโรงพยาบาลระดับภูมิภาค ทีมของเราได้แสดงให้เห็นถึงหลักการข้อนี้ผ่านการกระทำจริง เราไม่ได้แค่ไป “โชว์ผลิตภัณฑ์” แต่เราไปแชร์วิสัยทัศน์ ความเชี่ยวชาญ และความมุ่งมั่นอย่างจริงใจ ในการช่วยให้ลูกค้าของเราประสบความสำเร็จ

เราไม่ได้พูดคุยกับผู้เข้าชมในฐานะ “ผู้ขาย” แต่ในฐานะ พันธมิตรที่ไว้ใจได้—ผู้ที่คิด ลงมือทำ และสร้างสิ่งต่างๆ อย่างมีเป้าหมาย และนั่นคือเหตุผลที่ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของเรายินดีรอเพราะพวกเขารู้ว่าเรามองเห็นพวกเขา ใส่ใจพวกเขาและเรากำลังนำพาพวกเขาไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ผมอยากใช้ช่วงเวลานี้ ขอบคุณทีมของผมที่สะท้อนพลังของความสามารถนี้ออกมาได้อย่างงดงาม ความสามารถในการเข้าใจและเชื่อมต่อกับลูกค้าคือสิ่งที่ทำให้เรายืนหยัดได้อย่างแตกต่าง เราไม่อาจเสียจุดแข็งข้อนี้ไปได้ไม่ว่าจะมีคู่แข่งที่ใหญ่กว่า รวยกว่า หรือมีคอนเนกชั่นมากแค่ไหน นี่คือ “พื้นที่ของเรา” และเราต้องปกป้องมันไว้ด้วยทุกสิ่งที่เรามี

ถึงทีมของผม—ขอบคุณสำหรับความมุ่งมั่นที่ไม่เคยสั่นคลอนในหลักการข้อนี้ ขอบคุณที่ทำให้การไปงานนี้ไม่ใช่แค่การโชว์เทคโนโลยี แต่เป็น “บทพิสูจน์” ของพลังบางอย่างที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น ขอให้เรายังคงเป็นทีมที่ “เข้าใจ-นำทาง-และจุดประกาย” เพราะสิ่งนี้เองจะเป็นแรงผลักที่พาเราไปข้างหน้าได้ตลอดเส้นทาง

แล้วมันจะมีครั้งหน้าไหม?

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสคล้ายกันนี้เกิดขึ้นอีก—ผมจะตอบรับไหม? คำตอบก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายนัก งานนี้มอบช่วงเวลาที่มีค่าให้หลายอย่างแต่ก็มีความท้าทายไม่น้อยเช่นกัน

ถ้าผมจะตอบรับการไปงานในอนาคต มันต้องมีเงื่อนไขบางอย่างที่ชัดเจน

ก่อนอื่นงานนั้นต้องสอดคล้องกับพันธกิจของเรา—การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกผ่านเทคโนโลยีและเปิดพื้นที่ให้เราสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างแท้จริง

รูปแบบของงานต้องเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเชิงลึก ไม่ใช่แค่การพบกันชั่วครู่หรือการนำเสนอแบบเร่งรีบ ผมอยากมีโอกาสได้คุยลึกๆกับผู้ร่วมงาน—ไม่ว่าจะเป็นผ่านเดโม่ เวิร์กช็อป การสนทนา หรือกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม

สุดท้ายงานนั้นต้องมี “คุณค่า” บางอย่างให้กับทีมของผมโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่จะเป็นการเรียนรู้ โอกาสสร้างเครือข่ายหรือเห็นผลลัพธ์ของงานตัวเองได้อย่างชัดเจน เพราะการเติบโตของพวกเขาสำคัญพอๆกับเป้าหมายทางธุรกิจของเรา

ถ้างานนั้นตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ ผมก็อาจจะตอบว่า “ได้สิ” แต่ถ้าไม่…ผมอาจจะปฏิเสธและหันไปสนใจโอกาสที่สอดคล้องกับค่านิยมและเป้าหมายของเรามากกว่า

จากนี้ไปไม่ว่าจะผ่านงานลักษณะนี้หรือกิจกรรมอื่นๆ ผมตื่นเต้นกับโอกาสข้างหน้าเสมอเพราะเราจะยังคงผลักดันขอบเขตเดิมๆ สร้างแรงบันดาลใจและร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าผ่านเทคโนโลยี

เราคุยกันเพิ่มเติมได้ครับ

ถ้าคุณรู้สึกสนใจแนวทางของเราในการสร้างเทคโนโลยีระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวหรือการประยุกต์ใช้ระบบที่รู้ตำแหน่งแบบแม่นยำสูงในโรงพยาบาล — หรือหากสิ่งใดจากประสบการณ์ของเราที่งานสัมมนาไอโอทีในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคทำให้คุณรู้สึกเชื่อมโยงกับเรา เรายินดีมากที่จะได้ฟังความคิดเห็นของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีคำถาม ไอเดีย หรือแค่อยากพูดคุยว่าระบบของเราอาจมีส่วนช่วยในงานของคุณอย่างไร เราพร้อมเสมอที่จะพูดคุย

สามารถติดต่อเรามาได้ตลอดนะครับ หากอยากรู้จักมิวแทรคให้มากขึ้น อยากคุยถึงความร่วมมือที่เป็นไปได้หรือแค่อยากแชร์มุมมองของคุณ เรายินดีเสมอที่จะได้พบเจอกับผู้คนและองค์กรที่มีเป้าหมายเดียวกัน ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ดีผ่านเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง